ถึงแม้ว่าซีซั่นนี้จะมีเรื่องสั้นในจำนวนน้อยกว่าซีซั่นแรกถึง 10 ตอน ก็ตาม แต่เรื่องราวในแต่ละตอนนั้นก็มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นที่ต่างกันออกไป สำหรับตอนที่น่าสนใจและน่าหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นตอนสุดท้ายอย่าง The Drowned Giant ซึ่งดัดแปลงมาจากงานเขียนของเจ. จี. บัลลาร์ด นักเขียนนิยายแนวเสียดสีสังคม และสะท้อนชีวิตของผู้คนในสังคมอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม The Drowned Giant บอกเล่าเรื่องราวของยักษ์ที่รูปร่างคล้ายมนุษย์มานอนเกยตื้นที่ริมชายหาดแห่งหนึ่ง ได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนในเมือง จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้เข้าไปสังเกตการณ์และเฝ้ามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตัวละครอย่างสตีเวน (สตีเวน พาเซย์) นักวิทยาศาสตร์วัยกลางคนได้ตั้งคำถามและกำลังสำรวจ “ชีวิต” ผ่านร่างของยักษ์ที่ผู้นอนเปลือยเปล่าตนนี้

วิธีการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นบทกวีที่มีความเรียบง่าย ตั้งคำถามถึงชีวิตของสรรพสิ่งไม่ว่าจะสิ่งมีชีวิตเล็กๆอย่างฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่ในบึงเล็กๆซึ่งอยู่ในมือของยักษ์ตัวนี้ เมื่อเดินสำรวจส่วนต่างๆของยักษ์ตัวนี้ เหมือนมนุษย์เราได้เรียนรู้กายวิภาคเบื้องต้นของมนุษย์ที่ละส่วน ทีละอวัยวะ จากนั้นฝูงชนได้รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นความ “ยิ่งใหญ่” ของยักษ์ตนนี้ พวกเขาเดินทางมาถ่ายรูป จับต้อง เล่นสนุกกับซากสิ่งมีชีวิตนี้

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน จากความตื่นเต้นเป็นกระแสสังคม ก็สร่างซาลงอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้คนเริ่มร่อยหรอ และท้ายที่สุดชายหาดที่เคยหนาแน่นไปด้วยผู้คนที่อยากจะมาดูร่างของเจ้ายักษ์ตัวนี้ จึงเหลือแต่ความว่างเปล่า เหลือเพียงร่างที่เริ่มจะเกิดการเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา ทางการจึงต้องหาวิธีจัดการ “ความสูญสลาย” ก่อนนำไปสู่ความเน่าเหม็น

ร่างของยักษ์ตนนี้จึงถูกชำแหละออกทีละส่วน โดยเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทำให้สตีเวนเองก็หวนกลับมามอง “ชีวิต” ของตัวเอง ว่าท้ายที่สุดแล้ว เจ้ายักษ์ตัวนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากชีวิตของมนุษย์ที่ความตายจะต้องมาเยือนเข้าสักวัน การดับสูญของสิ่งมีชีวิตนั้นคือสัจธรรมที่สรรพสิ่งในโลกต้องเผชิญ จนท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่อาจจะเหลือให้เราระลึกถึงอาจจะหมายถึงโครงกระดูกที่ทำให้เราได้ระลึกถึงสิ่งมีชีวิตนั้นๆ

The Drowned Giant จึงเป็นตอนที่มีความสุขุมที่สุดในซีซั่นที่ 2 แถมยังเป็นตอนปิดท้ายเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “ความตาย” ได้อย่างเรียบง่าย สวยงามและทรงพลัง!